ข่าวกีฬา » ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม

ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม

23 พฤศจิกายน 2020
368   0

ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม ลิเวอร์พูล ยังแสดงให้เห็นถึงทีมที่มีแคแรกเตอร์แชมเปี้ยน เมื่อพวกเขาไม่มีนักเตะตัวหลักลงสนามเกือบครึ่งทีม
แต่สามารถโชว์ฟอร์มสุดยอดไล่ต้อน เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 ที่สนามแอนฟิลด์
ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม จอนนี่ อีแวนส์ (เข้าประตูตัวเอง), ดีโอโก้ โชต้า และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ทำให้ตอนนี้พวกเขาเก็บไปแล้ว 20 คะแนนเท่ากับ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แต่ยังคงเป็นได้แค่รองจ่าฝูงเนื่องจากประตูได้เสียเป็นรองทีมของกุนซือโชเซ่ มูรินโญ่

:แอต.มาดริด เปิดถิ่นคว่ำ บาร์เซโลน่า 1-0 แต้ม

ที่สำคัญแมตช์นี้ “หงส์แดง” ทำให้โลกได้เห็นแล้วว่า แอนฟิลด์ เป็นสนามที่น่ากลัวมากแค่ไหน หลังจากที่พวกเขาสามารถยืนสถิติไร้พ่ายที่เมกกะลูกหนังแห่งนี้จำนวน 64 เกม
ซึ่งยาวนานที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร พร้อมทั้งเก็บคลีนชีตแรกในบ้านตัวเองประจำซีซั่นนี้ด้วย

ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม

1. โชต้า สตาร์คนใหม่ที่คู่ควรตัวจริง 
    ตอนนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ดีโอโก้ โชต้า คือสตาร์คนใหม่ของ ลิเวอร์พูล ไปเรียบร้อยแล้ว หลังนักเตะระเบิดฟอร์มสุดยอดนับตั้งแต่ที่ย้ายจาก 
แต่ตอนนี้นักเตะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีค่ามากกว่าการเป็นแค่ตัวสำรองเพื่อลงมาทำหน้าที่เป็นซูเปอร์ซับเท่านั้น

 ผลงานนับตั้งแต่สวมเสื้อ “หงส์แดง” ในเวลานี้ โชต้า ซัดไปแล้ว 8 ประตูจากการลงเล่นทุกรายการที่ลงเล่นให้กับต้นสังกัด
ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นก็คือเขายังกลายเป็นนักเตะคนแรกของสโมสรที่สามารถซัดประตูติดต่อกัน 4 แมตช์แรกในเกมพรีเมียร์ลีกที่สนามแอนฟิลด์ด้วย หลังซัดประตูที่สองให้ต้นสังกัดในครึ่งแรก

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือจังหวะที่ โชต้า ทำประตูให้ทีมในแมตช์นี้มีการผ่านบอลต่อเนื่องถึง 30 ครั้ง
ซึ่งถือเป็นการต่อบอลเข้าไปทำประตูมากที่สุดนับตั้งแต่ที่ “ออปต้าโจ” (OptaJoe) เว็บไซต์บันทึกด้านสถิติ ทำการเก็บสถิตินี้ตั้งแต่ฤดูกาล 2006/2007 

ไม่ใช่แค่ฟอร์มการยิงประตูเท่านั้น แต่ ดาวเตะชาวโปรตุกีส ยังมีส่วนในการเชื่อมเกมรุกของทีมด้วย โดยนักเตะมีโอกาสที่จะผ่านบอลสวยๆ
ให้กับเพื่อนร่วมทีมหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่ส่งบอลให้ มาเน่ หลุดเข้าไปซัดประตู แต่โดน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ปัดออกไปอย่างหวุดหวิด

    ฉะนั้นเมื่อ ซาลาห์ หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คล็อปป์ คงต้องขบคิดแล้วว่าเขาจะพักใครในแดนหน้า ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่หวยจะออกที่ ฟีร์มีโน่ !!!

2. โรเบิร์ตสัน แกร่งทั้งร่างกายและฟอร์มการเล่น
    ก่อนเกมรับมือ เลสเตอร์ แน่นอนว่าบรรดาสาวก “เดอะ ค็อป”
คงรู้สึกอกสั้นขวัญหายเมื่อมีรายงานว่า แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน มีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขา
แต่สุดท้ายนักเตะผ่านความฟิตและลงสนามได้ ทำให้เขาเป็นผู้เล่นแบ็กโฟร์ชุดใหญ่คนเดียวที่ยังอยู่รอดปลอดภัยไม่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน

การมี โรเบิร์ตสัน ลงสนามต้องบอกว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะแมตช์นี้ “หงส์แดง” ขึ้นเกมบุกทางริมเส้นฝั่งซ้ายเยอะมาก
และดาวเตะทีมชาติสกอตแลนด์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อเขามีโอกาสเปิดบอลสวยๆ ให้ทีมได้หลายครั้ง รวมไปถึงจังหวะทำประตูของ โชต้า ด้วย

    ในส่วนของเกมรับ โรเบิร์ตสัน ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมไม่มีที่ติเช่นกัน โดยนักเตะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังในการวิ่งขึ้นวิ่งลงแบบไม่มีหมด
ฉะนั้นต้องยอมรับว่าสภาพความฟิตของ ดาวเตะเลือดวิสกี้ ยิ่งกว่าเกินร้อยเปอร์เซนต์
แต่ในสถานการณ์ที่มีการเตะฟุตบอลแบบ 3 วันต่อเกม งานนี้ คล็อปป์ คงต้องวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่หากคิดจะส่งนักเตะลงสนามต่อเนื่องแบบนี้

ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม
ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม
ลิเวอร์พูล ชนะ เลสเตอร์ 3-0 แต้ม

3.  ไม่มีตัวหลักไม่มีปัญหา 
    มีหลายคนป้องปากค่อนขอด ลิเวอร์พูล ว่าอาจจะต้องเจอกับสถานการณ์ยากลำบากเนื่องจากผู้เล่นตัวหลักโดนอาการบาดเจ็บและปัญหาติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เล่นงาน ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องปรับแผนด้วยการส่งผู้เล่นกำลังเสริมลงสนาม และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

    เคอร์ติส โจนส์ ทำหน้าที่ในแดนกลางได้ดีเยี่ยมแม้อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น
แต่เล่นได้ราวกับนักเตะมีประสบการณ์สูง ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์
ต้องบอกเลยว่าทำผลงานชนิดที่ทุกๆ คนคงลืมไปแล้วว่าเขาอายุปาเข้าไป 34 ปีแล้ว แต่เล่นด้วยพลังฟิตราวกับเด็กหนุ่มวัยขบเผาะ 

สำหรับ มิลเนอร์ ต้องบอกว่าสามารถทำหน้าที่ได้ตามที่ คล็อปป์ สั่งได้ดีไม่มีที่ติ
เพราะเกมนี้เจ้าตัวถูกส่งลงมาเล่นในตำแหน่งแบ็กขวาแทน เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และมีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตูแรกจากการเปิดมุมที่เฉียบคม
จนส่งผลให้ จอนนี่ อีแวนส์ โหม่งเข้าประตูตัวเอง และอีกครั้งในจังหวะเปิดมุมที่วางบอลอย่างแม่นยำให้ ฟีร์มีโน่ โหม่งตอกฝาโลงในช่วงท้ายเกม 

    ในขณะเดียวกัน มิลเนอร์ ยังสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองไปเล่นในตำแหน่งกองกลางแทนที่ นาบี เกอิต้า ที่มีปัญหาบาดเจ็บเล่นงานในช่วงต้นครึ่งหลัง
ฉะนั้นต้องยอมรับว่า ดาวเตะจอมเก๋าเลือดผู้ดีรายนี้มีอิทธิพลต่อทีมอย่างมาก เพราะสามารถช่วยเติมเต็มในตำแหน่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีที่ติ 

    ยกเว้นตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยังไงซะ คล็อปป์ คงไม่ให้ มิลเนอร์ เฝ้าเสาแน่นอน !!!

4.  แนวรับยังทำผลงานได้ดีเยี่ยม
    การที่ทีมไม่มีเซนเตอร์แบ็กอาชีพอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ
ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูล ค่อนข้างเครียดเนื่องจากมองซ้ายแลขวาแล้วนอกจาก

    เดชะบุญที่สวรรค์ยังมีตาเมื่อ ฟาบินโญ่ หายเจ็บและมีสภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์ ทำให้ คล็อปป์ สามารถจับเขาทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กจำเป็นร่วมกับ
มาติป ซึ่งทั้งคู่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจัดการเกมบุกของ เลสเตอร์ อยู่หมัด โดยเฉพาะการจัดการ เจมี่ วาร์ดี้ ให้หายไปจากเกม

5. แอนฟิลด์ดินแดนสุดขลัง
    ตอนนี้หากทีมคู่แข่งในพรีเมียร์ลีก ได้ยินว่าพวกเขาต้องไปเยือน แอนฟิลด์ แน่นอนว่าอาการอกสั่นขวัญหายคงเกิดขึ้นมาในใจทันที เพราะสถิติที่ “หงส์แดง” ในยุคคล็อปป์ กุมบังเหียนมันน่ากลัวชนิดที่แค่ก้าวลงสนามก็รู้สึกได้ถึงมนต์ขลังแห่งความน่าเกรงขาม

    หลังเกมที่ไล่ต้อนทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส แบบสบายเกือก ทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล สะกิดคำว่าแพ้ไม่เป็นกับการเล่นในสนามเหย้าของตัวเอง 64 แมตช์
ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี โดยแบ่งเป็นชนะ 53 แมตช์ เสมอ 11 เกม ซึ่งยาวนานที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://sexyae.net