ข่าวเด่นประจำวัน » “หญิงหน่อย”ซัด”ลุงตู่”กู้เงินมาแจกก็ยังแจกไม่เป็น

“หญิงหน่อย”ซัด”ลุงตู่”กู้เงินมาแจกก็ยังแจกไม่เป็น

5 กันยายน 2020
211   0

“หญิงหน่อย”ซัด”ลุงตู่”กู้เงินมาแจกก็ยังแจกไม่เป็น สุดารัตน์ อัดมาตรการแจกเงินรัฐบาลล้มเหลวทำประชาชนใช้หนี้100ปีชี้ไม่ควรแจกผ่านแอพเพราะเอื้อนายทุนแนะถ้าให้ถึงคนจนต้องแจกเงินสดแทน

9111951BEE2B83E6F96485A0A89E4CA7.jpg (740×493)

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ.

หญิงหน่อย”ซัด”ลุงตู่”กู้เงินมาแจกก็ยังแจกไม่เป็น ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศโดยแจกเงิน 3,000 บาท ให้คนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 15 ล้านคน ให้เวลาใช้ 3 เดือนโดยกำหนดให้ใช้วันละ 100-250 บาท ผ่านร้านค้าที่ขึ้นทะเบียน ทำให้ดิฉันมีความเป็นห่วงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

ถ้ายังจำกัดได้ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2563 รัฐบาลได้ออก พรก. กู้เงินจำนวน 1.0 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งนับเป็นการกู้เงินจำนวนมากที่สุดของประเทศ

แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 5 เดือน รัฐบาลก็ยังคงวนเวียนกับการแจกเงินแบบที่เคยทำมาก่อนเกิดโควิด และทำมาตลอด 6 ปีกว่าที่พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แปลว่ารัฐบาลยังคิดมาตรการอื่นที่ดีกว่าการแจกเงินไม่ออก ปัญหาคือจะมีปัญญาแจกเงินไปได้อีกนานเท่าไร

ผลของความล้มเหลวของการแจกเงิน ดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของการจัดเก็บภาษี ปรากฏว่าสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2563 รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการถึง 267,810 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2563

การจัดเก็บภาษีอากรน่าจะติดลบเกินกว่า 300,000 ล้านบาท แสดงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กู้เงินมาใช้เงินอย่างมโหฬารไม่ได้ผล คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 หนี้สาธารณะจะสูงเกินร้อยละ 60 ที่เป็นกรอบความยั่งยืนทางการคลังซึ่งจะทำให้รัฐบาลก่อหนี้ไม่ได้อีก แปลว่ารัฐบาลประยุทธ์จะล้มละลายทางการคลัง ความหายนะจะบังเกิดกับประชาชน

ความน่าเป็นห่วงของมาตรการแจกเงินครั้งนี้คือ เงินที่แจกที่มาจากการกู้และเป็นหนี้ที่ประชาชนต้องชดใช้ซึ่งกว่าจะใช้หนี้หมดคงใช้เวลาเกือบ 100 ปี แต่จะไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรือเอสเอ็มอี เพราะรัฐบาลไม่ได้มีมาตรการอะไรที่จะทำให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยได้ประโยชน์จากเงินที่แจก

โดยทำกระบวนการแจกยุ่งยากต้องใช้ผ่านแอ๊พ ซึ่งเอื้อกิจการรายใหญ่ทั้งสิ้น ถ้าคิดจะแจกให้คนจนได้ประโยชน์ก็แจกเป็น “เงินสด” เลยดีกว่า

ส่วนที่รัฐบาลคิดว่าคนไทยไม่มีกำลังซื้อจึงต้องแจกเงินแล้วทำไมจึงคิดว่าพ่อค้าแม่ค้าที่หมดตัวไปแล้วยังมีทุนไปซื้อของมาขายเพื่อรับเงินที่รัฐบาลแจกคน 15 ล้านคน ผลคือเงินที่กู้มาแจกจะไหลไปสู่กระเป๋าเจ้าสัวเพียงไม่กี่รายทำให้ความเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปอีก

“กู้เงินมาแจก ก็ยังแจกไม่เป็น” ปัญหาของรัฐบาลนี้คือการที่นายกมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีความจริงใจต่อประชาชน คิดแต่จะอุ้มคนรวย โดยอ้างคนจนบังหน้า

6D5E6D399F5561F020486F848976B5E5.jpg (740×493)

โฆษกรัฐบาล แจง มาตรการช่วยค่าครองชีพ 15 ล้านคน คนละ 3,000 บาท ยังไม่ได้ข้อสรุป รอ “คลัง” ทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนชง “ศบศ.” ภายใน2สัปดาห์ เน้นร้านค้าทั่วไป- หาบเร่-แผงลอย-โชห่วย

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข่าวเรื่องมาตรการที่รัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการช่วยค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 15 ล้านคน ในวงเงิน 3,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอย

เป็นการลดค่าครองชีพ และเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยนั้น มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงหลักการในเบื้องต้น

ที่ทางกระทรวงการคลังได้นำเสนอในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปที่จะอนุมัติให้ดำเนินการโครงการแต่อย่างใด

ข้อสรุปของที่ประชุมศบศ. คือได้มีมติให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมศบศ. ในครั้งต่อไปภายในสองสัปดาห์ ซึ่งจะมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

“มาตรการช่วยค่าใช้จ่ายประชาชนที่มีสิทธิ์จำนวน 15 ล้านคน ในวงเงินคนละ 3,000 บาทนั้นเป็นเพียงข้อเสนอในหลักการเบื้องต้นที่กระทรวงการคลัง นำเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมศบศ. เมื่อวันพุธที่ 2ก.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ที่ประชุมศบศ. ได้มีมติให้กระทรวงการคลังดำเนินการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในส่วนของประชาชนที่จะลงทะเบียนได้รับสิทธิ์ รวมถึงร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยขอให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อยให้ได้มากที่สุด และเมื่อกระทรวงการคลังได้ข้อสรุป และนำเสนอเพื่อขอมติจากศบศ. ในรายละเอียดแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการนำเสนอมาตรการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการต่อไป จึงขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการโครงการช่วยเหลือประชาชนด้วยความรอบคอบ และให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั่วไป เงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้ รัฐบาลตั้งใจที่จะให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายได้ที่ร้านค้าทั่วไป ร้านหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วยต่างๆ รวมถึงการซื้อสินค้าในตลาดสดและตลาดนัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ให้ได้มากที่สุด และเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่” โฆษกรัฐบาล กล่าว

E90C64AF082122B6EF858D5D276A5BFC.jpg (740×493)

ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย หวั่นรัฐทำนโยบายอุ้มเจ้าสัวใกล้ชิด แนะแจกเงินสด 3,000 บาท กลุ่มคนไม่เคยได้รับไม่ควรผ่านแอพเป๋าตัง

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีที่รัฐบาลเตรียมแจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชน 15 ล้านสิทธิ์ ใช้จ่ายผ่านแอพ “เป๋าตัง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการนำมาตรการ คล้ายมาตรการชิม ช้อป ใช้ กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ทั้งหมด 15 ล้านสิทธิ์ คนละ 3,000 บาท ใช้จ่ายผ่านแอพเป๋าตัง เน้นการซื้อ อาหาร และเครื่องดื่ม โดยรัฐออกเงินให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ประเทศไทย มีปัญหาเศรษฐกิจ และรัฐบาลไม่สามารถ ที่จะทำนโยบาย เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้เงินในระบบ เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ในประเทศสูงถึง 2 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่น และประชาชนไม่กล้าใช้เงิน

นายปิยวัฒน กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลใช้นโยบาย แจกเงิน ควรแจกให้กับกลุ่มคนยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ โดยให้ตามเลขที่บัตรประชาชน กำหนดอายุ กำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อให้ทั่วถึงกัน ไม่ควรจ่ายผ่านแอป หรือ กำหนดจุดใช้ในจุด ที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งเป็นร้านค้าในเครือเจ้าสัว เพราะหากกำหนดเช่นนี้เงินจำนวน 45,000 ล้านบาท ที่เป็นภาษีประชาชน จะไปเข้าสู่ นายทุน ที่ใกล้ชิดรัฐบาลทั้งหมด

“รัฐบาลไม่ควรอุ้มเจ้าสัว นายทุนใกล้ชิดหรือเพราะเศรษฐกิจไม่ดี รายได้เจ้าสัว นายทุน ตก รัฐบาลเลยทำนโยบาย นำงบประมาณไป ช่วยอุดหนุนเจ้าสัว นายทุน ทั้งๆที่หากรัฐบาลแจกเป็น เงินสดเงิน 3,000 บาท ประชาชนจะไปอุดหนุน ร้านค้าในชุมชน ตามตลาดนัด เงิน3,000 บาทจะเพิ่มมูลค่า รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย อยากให้ทบทวนว่าจ่ายผ่านแอพหรือจ่ายเป็นเงินสด ใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน” นายปิยวัฒนกล่าว

:แหล่งที่มา: