ข่าวเด่นประจำวัน » อารมณ์และความแปรปรวนของร่างกาย

อารมณ์และความแปรปรวนของร่างกาย

10 ธันวาคม 2020
358   0

อารมณ์และความแปรปรวนของร่างกาย เป็นสิ่งที่ทุกวัยที่กำลังเจริญเติบโตในวัยแต่วัยไปตามแต่ละอารมณ์และสถานะการของแต่คน ที่เกิดจากสภาวะที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ อารมณ์และความแปรปรวนของร่างกาย ของร่างกายแต่ละคนต่างกันไป ขึ้นอยู่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ที่ได้เจอมากกว่า อารมณ์นั้น เกิดได้สภาวะร่างกายและสิ่งแวดล้อมที่ได้เจอมากับทำให้เราแสดงถึงว่าเรามีอาการนั้นๆ ออกมา

:อาการเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

อารมณ์ดีมีความสุข

ดูจะเป็นอารมณ์ที่เราพึงปรารถนาที่สุดแล้ว เมื่อเราอารมณ์ดีมีความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลุ่มความสุขออกมา
การที่ร่างกายอยู่ในช่วงมีความสุขจะเป็นช่วงที่ผ่อนคลาย ความเครียดลดลง การไหลเวียนโลหิตช้าลง และในบางครั้งอาจขาดสมาธิ เหม่อลอยได้ ฮอร์โมนกลุ่มความสุขที่ร่างกายผลิตออกมา ได้แก่

  • เอ็นโดรฟิน (Endorphin) หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง ที่จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีความสุข พึงพอใจ หรืออยู่ในช่วงที่ผ่อนคลาย
  • โดพามีน (Dopamine) เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ รักใคร่ ยินดี หลั่งออกมาจากสมองร่วมกับเซลล์ประสาทในร่างกาย ซึ่งจะมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบประสาทหลายส่วน อย่างไรก็ดี
    โดพามีนสัมพันธ์โดยตรงกับอาการซึมเศร้า หากร่างกายมีโดพามีนน้อยเกินไป ก็อาจพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้า โรคทางจิตเวชที่ต้องรักษา
  • เซโรโทนิน (Serotonin) เป็นฮอร์โมนที่ต้านความเครียด หลั่งจากสมองและทางเดินอาหาร
    จึงมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ อารมณ์ พฤติกรรม รวมถึงการนอนหลับ ซึ่งถ้าระดับฮอร์โมนต่ำจะมีผลต่ออารมณ์โดยตรง หงุดหงิด นอนไม่หลับ ปวดหัว
อารมณ์และความแปรปรวนของร่างกาย

อารมณ์โกรธ

เมื่อเรามีอารมรณ์โกรธร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenanaline) หรืออิพิเนฟริน (Epinephrine) หลั่งมาจากต่อมหมวกไต ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นฮอร์โมนที่เรียกได้ว่าเป็นสารแห่งความโกรธ ทำให้ร่างกายเปลี่ยนเข้าสู่โหมดป้องกันตนเองในภาวะฉุกเฉิน

ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดหัวใจทำงานอย่างเต็มที่ หัวใจบีบตัวมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น
ซึ่งถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธให้หายเร็ว ๆ ร่างกายจะตอบสนองด้วยอาการเดียวกันกับความเครียด มีอาการปวดหัว ปวดตา จนทำให้ระบบการทำงานของร่างกายทำงานผิดปกติ

อารมณ์และความแปรปรวนของร่างกาย

อารมณ์กลัว

อาการกลัวหรือตกใจ เป็นอารมณ์ที่ตอบสนองภัยคุกคามของสิ่งมีชีวิต มักเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมองและการทำงานของอวัยวะ
อันที่จริงความกลัวหากไม่ได้เป็นมากขนาดอาการโฟเบีย (Phobia) ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีดดีขึ้น

แต่อาการกลัวที่มากเกินไป ส่งผลเสียต่อร่างกายค่อนข้างมาก ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ อาจเกิดภาวะช็อก
หรือชาไปทั่วร่างกาย หายใจหอบ จิตใจสับสน ขาแข้งอ่อนแรง รู้สึกเพลียได้ นอกจากนี้ยังมีต่อการทำงานของไตและกระเพาะปัสสาวะ
เนื่องจากอารมณ์กลัวจะมีผลให้การพยุงเหนี่ยวรั้งน้อยลง กลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่อยู่ ซึ่งสามารถพบได้เมื่อคนเราตกใจกลัวมาก ๆ ทำให้ปัสสาวะราดนั่นเอง

อารมณ์วิตกกังวล

หรือความเครียด อารมณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในภาวะกดดัน เครียด มีเรื่องให้ต้องคิดมากและวิตกกังวล ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ยิ่งเรามีอารมณ์เครียดมากเท่าไร ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกกระตุ้นให้หลั่งมากขึ้น
การทำงานของคอร์ติซอลจะกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองต่อภาวะอักเสบ ความเจ็บปวด เมื่อคอร์ติซอลมากผิดปกติ การควบคุมระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ก็จะผิดปกติตาม

ที่สำคัญคอร์ติซอลกระตุ้นให้ตับสร้างน้ำตาลมากขึ้น เพราะในภาวะเครียด ร่างกายจะต้องการพลังงานมากกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้เรากินเยอะ
หิวบ่อย มีผลให้น้ำหนักขึ้นได้ง่ายมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเราอยู่ในภาวะกดดัน เครียด ระบบการทำงานต่าง ๆ
ในร่างกายแปรปรวน โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ทำให้เบื่ออาหาร
อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ระบบประสาท ที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ระบบขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์ ระบบกล้ามเนื้อ

อารมณ์เศร้า เสียใจ

เมื่อชีวิตพบกับเรื่องผิดหวัง อารมณ์เศร้าหรือเสียใจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ มีผลทำให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกาย บางคนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จึงทำให้เกิดภาวะอ่อนเพลีย
เหนื่อยล้าตามมา แต่บางคนกลับมีอารมณ์ตรงกันข้าม คือ กินมากกว่าปกติ อาจกินเพื่อให้ลืมหรือเพื่อประชดก็ตามแต่ ซึ่งเมื่อมีผลต่อการกิน ก็จะมีผลต่อระบบขับถ่ายด้วย

อารมณ์เสียใจมักมาพร้อมกับการร้องไห้และท่าทางอยู่ในลักษณะคอตก ทำให้การหายใจและการทำงานของปอดลดลง ที่มีผลต่อกล้ามเนื้อบริเวณซี่โครง ที่ทำหน้าที่ยืดหดเมื่อหายใจเข้าออก
ที่ช่วยให้ปอดขยายเต็มที่ จึงทำให้มีอาการหายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก ออกซิเจนในเลือดลดลง นอกจากนี้สภาพจิตใจในภาวะหดหู่ ซึมเศร้า อาจนำไปสู่โรคทางจิตเวช หรือการฆ่าตัวตายได้

ความกลัวกังวลเป็นอารมณ์ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ มีส่วนสำคัญในวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์เพราะความกลัวนั้นบ่อยครั้งนำมาซึ่งพฤติกรรมการต่อสู้หรือการหลีกหนี และความรู้สึกกังวลก็ทำให้เราคิดวางแผนเตรียมตัวในการเผชิญกับสถาณการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคต แต่หากความกลัวกังวลอยู่ในระดับที่มากเกินไป นานเกินไป จนเกิดความทุกข์ทรมานและเกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต นั่นอาจเป็นสัญญานเตือนของโรควิตกกังวลได้

“ความกลัว” คืออารมณ์ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่คนคนนั้นรู้จักแจ่มแจ้งทันที เช่น กลัวสัตว์ กลัวเลือด กลัวที่แคบ เป็นต้น
“ความกังวล” มีลักษณะเป็นความรู้สึกความคิดไม่สบายใจหวาดหวั่นกระวนกระวายร่วมกับอาการของระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานแปรปรวน เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม เหงื่อแตก วิงเวียน ท้องไส้ปั่นป่วน

ร่วมกับความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆที่พบบ่อย คือปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง เป็นต้น
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ไม่รู้แน่ชัดขัดแย้งกันอยู่ข้างใน เช่น ความกังวลต่อการเรียน ความสัมพันธ์ ความเจ็บป่วย เป็นต้น

ตามกฏของ Yerkes-Dodson หากความเครียดกังวลค่อยๆเพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสมอาจส่งผลดีให้คนคนนั้นสามารถแสดงสมรรถนะออกมาได้มากขึ้น แต่หากความเครียดกังวลสูงมากเกินไป ความสามารถ พฤติกรรม สมรรถภาพต่างๆก็จะลดลงมาก

ดังเช่นผู้ป่วยโรควิตกกังวลหลายๆคนก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นเหมาะสม มีประสิทธิภาพในการเรียนการทำงานหรือการใช้ชีวิตที่ลดลงต่ำกว่าความสามารถจริงของตน เมื่อสิ่งกระตุ้นความกลัวกังวลเกิดขึ้น สมองของคนที่มีพันธุกรรมของโรควิตกกังวล

คนที่มีนิสัยขี้กังวล หรือคนที่ประสบเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตอาจตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นนั้นๆอย่างผิดปกติ เช่นศูนย์ความกลัว (amygdala) ที่ทำงานมากเกิน
หรือสมองส่วนความคิดเหตุผล (prefrontal cortex) ที่ทำงานไม่ดี
มีความแปรปรวนของสารสื่อประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับระบบกลัวกังวลเช่น norepinephrine, serotonin, GABA เป็นต้น

ส่งผลให้เกิดความรู้สึกและความคิดกังวลที่หลากหลาย นอกจากนั้นระบบนี้ยังส่งสัญญานเตือนภัยเชื่อมโยงไปยังระบบอื่นๆของร่างกายผ่านทางเส้นประสาท vagus ไปที่หัวใจ ปอด ทางเดินอาหาร หรือระบบอื่นๆของร่างกาย

เกิดเป็นอาการทางกายที่ทุกทรมานจากความกังวลขึ้น สุดท้ายความเครียดกังวลเรื้อรังจะกระทบต่อวงจรฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต ย้อนกลับส่งผลไม่ดีต่อการทำงานของเซลล์สมอง ระบบหัวใจและหลอดเลือด หรือระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น